โรคแผลในกระเพาะอาหาร(Peptic ulcer)
โรคแผลในกระเพาะอาหาร เกิดจากบริเวณกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้นมีแผล
เกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุ ดังต่อไปนี้
1) ความเครียด ซึ่งจะไปกระตุ้นปลายประสาทกระเพาะอาหารให้หลั่งกรดออกมามาก
ทำให้เกิดภาวะมีกรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหารมากเกินไป
2) การรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา หรือรับประทานอาหารรสจัด
3) การสูบบุหรี่ เนื่องจากสารนิโคตินในบุหรี่จะทำลานเนื้อเยื่อของกระเพาะอาหารและ
ลำไส้ และลดปริมาณเลือดไปเลี้ยงกระเพาะอาหาร
4) การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือ กาแฟ
5) การรับประทานยาแก้ปวดเมื่อย ยาลูกกลอน ยาชุดมีสเตียรอยด์
อาการของโรค
จะมีอาการปวดจุก หรือแน่นท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเรอ
เปรี้ยวหากเป็นแล้วไม่รักษา หรือไม่ดูแลสุขภาพอาจก่อให้เกิดอาการแทรกซ้อน เช่น มีเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร ทำให้อาเจียน
การป้องกันโรค
1) รับประทานอาหารให้เป็นเวลา และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด
2) ไม่สูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น สุรา เบียร์
3) หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เครียด หรือวิตกกังวล ควรทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
4) อย่างรับประทานยาพร่ำเพรื่อ ควรระมัดระวังในการใช้ยา
โรคหัด(Measles)
โรคหัดเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อโรคไวรัสที่แพร่กระจายโดยการไอ หรือจามรดกัน เป็นโรค
ที่ติดต่อได้ง่ายหากมีการคลุกคลีกับผู้ป่วย
1) มีไข้สูง
2) มีผื่นคันบริเวณผิวหนัง
3) น้ำมูกไหลและมีอาการไอร่วมด้วย
4) ตาแดงมีขี้ตามาก กลัวแสงสว่าง
5) คอแดงและเริ่มมีเม็ดขาว ๆ เล็ก ๆ ขนาดเท่าหัวเข็มหมุดที่บริเวณฟันกรามก่อนและจะมี
มาก บริเวณเยื่อบุ
6) มีผื่นขึ้นบริเวณใบหน้า จากนั้นจะลามไปตามตัวจนถึงแขน ขา และเท้า
7) ผื่นเปลี่ยนจากสีแดวงเป็นสี่คล้ำขึ้น ตัวลายมีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ คล้ายผด
8) เกิดโรคแทรกซ้อนคือปวดบวม หูชั้นกลางอักเสบ อุจจาระร่วง สมองอักเสบ อาการตาแดง และอาการไอ
การติดต่อ
1) การแพร่กระจายจากผู้ป่วยโดยการไอหรือจามรดกัน
2) การสัมผัสผู้ป่วยจากน้ำมูก เสมหะหรือปัสสาวะ
การป้องกัน
1) การแยกผู้ป่วยและแยกของใช้ต่างๆ จากผู้ป่วย
2) การรักษาความสะอาดช่องปากและฟัน
3) ไม่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคหัด
การดูแลรักษา
1) ให้ยาลดไข้ เช็ดตัวบ่อยๆ เพราะอาจเกิดอาการช็อกได้ เนื่องจากมีไข้สูง
2) นอนพักผ่อนให้มากๆ
3) ดื่มน้ำมาก ๆเพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ
4) รับประทานอาหารอ่อน ที่มีปริมาณและคุณค่าทางโภชนาการสูง
5) ใช้โลชั่นทาผิวเพื่อลดอาการคัน
6) จัดให้อยู่ในที่มีแสงสว่างน้อย เพื่อลดอาการระคายเคืองตา
7) ให้ยาปฏิชีวนะตามการรักษาของแพทย์ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
โรคภูมิแพ้(allergy)
โรคภูมิแพ้เป็นโรคไม่ติดต่อ แต่เป็นโรคเรื้อรังลักษณะเฉพาะ คือทางเดินหายใจจะถูกกระตุ้นได้ง่ายกว่าปกติ
อาการของโรคภูมิแพ้
หลอดลมจะตื้นและแคบจนหายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงดัง เหนื่อย หอบ ไอ
สาเหตุของโรคภูมิแพ้
1) ได้รับสิ่งกระตุ้นอาการแพ้ เช่น ฝุ่น ขนสัตว์ สารเคมี เป็นต้น
2) การติดเชื้อจากระบบทางเดินหายใจโดยการจามหรือไอ
3) การออกกำลังกายที่หักโหมเกินไป
4) สารอาหารบางชนิด
5) อากาศที่มีความเย็นและชื้นจนเกินไป
การปฏิบัติตนในการดูแลรักษาโรคภูมิแพ้
1) การหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ และสิ่งที่กระตุ้นอาการไอ หอบ เหนื่อย เช่นไม่เล่นกับ
สัตว์เลี้ยงที่มีขนจำพวกสุนับและแมว กระต่าย เป็นต้น
2) ไม่เข้าใกล้คลุกคลีกับคนที่เป็นหวัด
3) รักษาร่างกายให้อบอุ่นเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง
4) หลีกเลี่ยงควันบุหรี่และควันพิษต่างๆ
5) ใช้ยารักษาตามที่แพทย์สั่ง
การปฏิบัติตนในการดูแลตนเองและการป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้
1) ได้รับอากาศ อาหาร น้ำ อย่างเพียงพอ
2) ดูแลเรื่องการขับถ่ายให้เป็นปกติ
3) การฝักผ่อนให้เพียงพอ
4) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
5) ฝึกการบริหารการหายใจวันละ 2 ครั้ง คือในเวลาเช้ากับกลางวันเย็น
6) ฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกวัน วันละ 2 ครั้ง
7) การควบคุมอาการหอบ
สังเกตอาการผิดปกติที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
9) การผ่อนคลายความเครียด
10) การพ่นยาแก้โรคภูมิแพ้ให้ถูกวิธี
โรคเครียด (Psychosomatic Disorders)
ความเครียดเกิดขึ้นได้รับคนทุกเพศทุกวัย เช่น เครียดกับการเรียน เครียดกับปัญหาครอบครัว ถ้ามีความเครียดอยู่ในระดับสูงและติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ก็จะก่อให้เกิดโรคเครียดได้
อาการของโรคจะมีอาการดังต่อไปนี้
1)หัวใจเต้นเร็ว เต้นผิดจังหวะ หลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจตีบ มีไขมันมาเกาะทำให้หลอดเลือดตีบอาจจะเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง
2)ปวดศีรษะ ปวดคอ ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อเนื่องจ
ากระบบกล้ามเนื้อมีการหดตัว เกร็งแข็ง
3)ปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน เนื่องจากกระเพาะอาหารเกิดการหลั่งกรด มากผิดปกติ ลำไส้หดตัว ทำให้เกิดอาการท้องเสียถ่ายบ่อย
การป้องกันโรค
1) มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน
2) สร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น ๆ
3) รู้จักผ่อนปรนและให้อภัยผู้อื่น
4) อย่ายึดติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากจนเกินไป
เมื่อเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ(Coronary artery disease)
การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
1.รับประทานยาสม่ำเสมอ ห้ามซื้อยารับประทานเอง
2.หลีกเลี่ยงอาหารที่ไขมันสูง เช่น น้ำมันหมู ไขมันสัตว์ กะทิน้ำมันมะพร้าว หนังหมู หนังไก่ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง เป็นต้น ควรใช้น้ำมันถั่วเหลีองหรีอน้ำมันข้าวโพตปรุงอาหารแทน
3.งดเครี่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดกาแฟ และงดสูบบุหรี่
4.ป้องกันท้องผูกโดยรับประทานอาหารที่มีกาก และฝึกการขับถ่ายให้เป็นเวลาทุกวัน หลีกเลี่ยงการเบ่งถ่ายอุจจาระเพราะจะทำให้เจ็บหน้าอกได้
5.หลีกเลี่ยงภาวะเครียด การเร่งรีบหรีอภาวะคับขัน
6.ไปตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
7.หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปัสสาวะออกน้อย บวม เหนี่อย หอบนอนราบไม่ได้หรีอเจ็บหน้าอก อมยาใต้ลิ้น 3 เม็ดแล้ว อาการยังไม่หายให้ไปพบแพทย์ทันที่ต้องรอจนถึงวันนัด
8 ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับยาอมใต้ลิ้น
>ควรเก็บยาอมใต้ลิ้นในขวดสีน้ำตาล เพื่อป้องกันแสงแดดเพราะแสงแตดจะทำให้ยาเสี่อมคุณภาพ และไม่เก็บปะปนกับยาอี่น
> เมี่อเปิดขวดยาแล้ว ยาจะเสี่อมคุณภาพภายใน 6 เดีอนห้ามเปิดฝาขวดทิ้งไว้เพราะจะทำให้ยาเสี่อมคุณภาพเร็วขึ้น
> ผลข้างเคียงของยาอมใต้ลิ้น คีอ ปวดศีรษะ หากมีอาการดังกล่าวให้รายงานแพทย์ทราบด้วย
>ควรนำยาติดตัวผู้ป่วยเสมอ
9. การออกกำลังกาย ควรเริ่มด้วยการเตินบนทางราบเป็นระยะทางสั้นๆ โดยไม่เหนื่อยแล้วจึงเพิ่มระยะทางให้ยาวขึ้นทีละน้อย จนรู้สึกแข็งแรงดี สามารถเตินได้นานประมาณครึ่งชั่วโมง จึงเริ่มหัดขึ้นลงบันไดทีละ 2-3 ขั้น วันละ 3 ครั้ง จนขึ้นไปบนชั้นสองได้ ซึ่งควรใช้เวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ขึ้นไปหลังจากเจ็บหน้าอกการออกกำลังกายที่ทำได้เช่น เดิน วิ่งเหยาะๆ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่แกร่งกล้ามเนี้อ เช่น ยกน้ำหนัก ห้ามยกของหนัก การเริ่มออกกำลังกายชนิดใหม่ ควรเริ่มด้วยความระมัดระวังและเป็นไปอย่างช้าๆ ควรปรึกษาแพทย์ถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับผู้ป่วยและควรปฏิบัติดังนี้
> ห้ามออกกำลังกายหลังอาหารทันที ควรออกกำลังกายหลังอาหารมี้อหลัก 2-3 ชั่วโมง หรือหลังอาหารว่าง 1 -2ชั่วโมง
>ห้ามออกกำลังกายขณะมีไข้
>ห้ามอาบน้ำอุ่นหรีอน้ำเย็นทันทีก่อนหรือหลังการออกกำลังกายควรหยุดออกกำลังกายเมีอมีอาการอ่อนเพลีย ล้า หายใจถี่ เป็นตะคริว ใจสั่น คลี่นไส้ อาเจียน มึนงง เหงี่อออก ตัวเย็น เจ็บหน้าอก
10. การเริ่มมีความสัมพันธ์ทางเพศขึ้นกับองค์ประกอบหลายๆสิ่ง เชน สภาพทั่วไปกอนปวย การทำลายของกล้ามเนื้อหัวใจ การเกิตและความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อน อายุของผู้ปวย แตในระยะแรกของการพักฟี้นต้นๆ พบวาความรู้สึกทางเพศจะลดลงเองโตยธรรมชาติจนกระทั้งร่างกายแข็งแรงขึ้น การคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์ทางเพศทีปกติจะมีความสุขทั้งผู้ปวยเองและคูสมรส การบังคับจิตใจในเรื่องเพศโตยไม่จำเป็นจะทำให้ผู้ปวยเกิตความเครียต ซึ่งความเครียตเป็นอันตราย
ต่อหัวใจได้ แพทย์จะเป็นผู้บอกผู้ปวยได้ว่าจะเริ่มมีเพศสัมพันธ์ใด้เมี่อไรโดยปกติเมื่อผู้ปวยสามารถขึ้นลงบันไดได้ 1 ชั้นแล้ว มักจะมีเพศสัมพันธ์ใด้ แต่ถ้าระหว่างรวมเพศมีอาการเจ็บหน้าอก ต้องหยุดร่วมเพศและอมยาใต้ลิ้นทันที
การป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
สิ่งที่ดีที่สุดคีอ การป้องกันก่อนเป็นโรค ซึ่งสามารถกระทำไต้ เพราะโรคเส้นเลีอดหัวใจตีบเกิดจากปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง จึงควรป้องกันโดยการปฏิบัติตัวในด้านต่างๆ ตังนี้
1.หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยไขมันอิ่มตัว เช่น น้ำมันหมู ไขมัน
สัตว์ น้ำมันมะพร้าว กะทิ เพราะไขมันสูงทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ และใช้ไขมันไม่อิ่มตัวปรุงอาหารแทน เพ่น้ำมันพีชจากถั่วเหลีอง หรีอข้าวโพดเป็นต้น และควรรับประทานเนี้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน โดยเฉพาะเนี้อปลาหลีกเลี่ยงหนังหมู หนังไก่ หนังเป็ด เครื่องในต่างๆลดโอกาสที่จะเกิดโรคนี้
3.ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ต้องควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
4.ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ต้องควบคุมโรคเบาหวานให้ดี
5 ลดความอ้วน เพราะความอ้วนทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลีอดหัวใจตีบ
6.ควรออกกำลังกายเพี่อดึงเอาสารอาหารในร่างกายมาใช้ให้
เป็นพลังงาน ถ้าไม่ออกกำลังกายสารอาหารต่างๆ ที่เหลีอใช้ในร่างกายจะสะสม ไขมันก็จะเพิ่ม ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้
7.งดสูบบุหรี่ เพราะสารนิโคตินในบุหรี่ทำให้เส้นเลีอดหดตัวการหดตัวทำให้เลือดไหลเวียนลดลง และการหดตัวอยู่บ่อยๆ ทำให้การติดเกาะของไขมันในเลือดที่ผนังเส้นเลีอดมีมากขึ้น เกร็ดเลีอดและสารแคลเซียมก็จะทับถม ทำให้ทางเดินของเลีอดแคบลง
8.ไม่ควรดื่มสุรา
9.ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เพราะยาบางชนิต เช่น ยาคุมกำเนิดซึ่งมีฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้
10.รู้จักผ่อนคลายความเครียด เพราะเวลาเครียดร่างกายจะสร้างฮอร์โมนออกมาผิดปกติ ทำให้เส้นเลีอดหัวใจหดตัวได้
การดูแลตนเองภายหลังการขยายหลอดเลือดแดงที่ตีบตัน
การดูแลตนเองระหว่างอยู่บ้าน
1.ก่อนกลับบ้าน พยาบาลจะทำแผล เปลี่ยนเป็นพลาสเตอร์ให้
2.บริเวณรอบรูเข็ม งดถูกน้ำในชวง 24-48 ชั่วโมง
3.อาจมีรอยจ้ำเลีอดทีรอยเข็มแทง ซึ่งรอยจ้ำดังกลาว จะกลายเป็นสีม่วงอยู่หลายวัน แตถ้ารอยจ้ำเลีอดคลำได้เป็นก้อนโตกวาเดิม หรีอปวดมาก ให้โทรปรึกษาแพทย์หรีอพยาบาล
4.หลีกเลี่ยงการยกย่องที่หนักมากกว่า 5 กิโลกรัมในระยะสัปดาห์แรก รอจนกว่ารอยแผลที่ขาหนีบจะหาย ชะลอการออกกำลังกายที่ใช้แรงมากออกไปอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เช่น เทนนิส วิ่ง
5.รับประทานยาต้านเกร็ดเลีอด เช่น ยาพลาวิค แอสไพริน และยาอื่นตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาเอง กลับไปตรวจตามนัดของแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ
การขยายหลอดเลือดที่ประสบความสำเร็จ หมายถึง
ถ้าเป็นหลอดเลือดแดงหัวใจ ต้องไม่มีอาการแน่นหน้าอก
ถ้าเป็นหลอดเลือดแดงที่ไต ความดันโลหิตลดลง และใช้ยาลดความดันน้อยลง
ถ้าเป็นหลอดเลือดแดงที่ขา ไม่มีอาการปวดรุนแรงที่ขา หรีอเป็นตะคริว
ก่อน กลับ บ้าน
>บริเวณขาหนีบต้องไม่มีท่อนำสายคาหรีอมีเลีอดออก
>ไม่มีอาการแน่นหน้าอกหรีอปวดขาอย่างมาก
การดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคซ้ำ
1. คุณควรรู้ว่าตนเองเป็นโรคอะไร มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง ไต้รับการขยายหลอดเลีอดแดง หรีอฝังตะแกรงขดลวดที่เส้นเลีอดใด กี่เส้นยาอะไรที่ช่วยป้องกันการตีบตันซ้ำ
2.รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และครบถ้วนตามแพทย์สั่ง ได้แก่ยาลดความตันเลีอดยาลดไขมัน ยาต้านเกร็ดเลีอด
3.งดสูบบุหรี่เด็ดขาด รวมทั้งพยายามหลีกเลี่ยงควันบุหรี่
4. งดหรีอหลีกเลี่ยง การดื่มเครี่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
5. ลดน้ำหนักโดยการควบคุมและปรับวิธีการรับประทานอาหารใหม่
6.ลดความเครียด ด้วยการลดความคาดหวัง และลดการทำงานหนัก
7. ควบคุมโรคประจำตัวที่สำคัญ เช่น เบาหวาน ควรควบคุมเบาหวาน ให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ กว่า 110 มก /มล. และค่า HbA1Cน้อยกว่า 7%
8.ควบคุมความดันโลหิตสูง โดยควบคุมให้ความดันโลหิตไม่สูงกว่า 1 30/80 มม ปรอท ในกรณีเป็นเบาหวานหรีอไตเสี่อม โดยหลีกเลี่ยงอาหารเค็ม รสจัต ควรทานยาอย่างสม่ำเสมอ
9.ลดไขมันในเลีอด โดยการเลีอกรับประทานและคุมอาหารอย่างจริงจัง รวมทั้งรับประทานยาลดไขมันหลังอาหารเย็นหรีอก่อนนอนตามแพทย์สั่ง
10. รู้จักสังเกตอาการที่ผิดปกติ และวิธีการแก้ไขเบี้องต้นที่ถูกต้อง
11.โทรปรึกษาพยาบาล หรือแพทย์ผู้ดูแล เมี่อสงสัยหรือไม่มั่นใจ
12. เรียนรู้การออกกำลังกาย และการออกแรงที่ถูกต้องปลอดภัยและ สม่ำเสมอ
13.อาการผิดปกติที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล
> บริเวณที่ใส่สายสวน (ขาหนีบ/ข้อมีอ) มีเลีอดออก หรีอเป็นก้อนจ้ำเลีอด มีขนาดใหญ่ขึ้น มีน้ำหรือหนองไหล
> มีไข้ หนาวสั่น ไม่สุขสบาย
>มีอาการกำเริบจากหลอดเลีอดแดงอุตตันซ้ำ เช่น ปวดเป็นตะคริวที่ขาอย่างรุนแรง ขาซีดเขียว แน่นหน้าอก เหนี่อย หายใจไม่สะดวกหรือแขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด เป็นต้น
โรคหัวใจ รักษาได้ด้วยตัวเอง (Heart disease prevention)
1.รับประทานแต่ผัก การเลือกรับประทานอาหาร มีผลต่อโรคหัวใจ โดย
1.เลือกอาหารที่มีไขมันน้อยกว่า 25%อาหารไทยมีไขมันไม่มากนัก โดยเฉพาะอาหารอีสาน ไขมันน้อยกว่า 15%
2.บริโภคแต่ผักส่วนใหญ่ดี ไขมันไม่มาก ผักสดและผักใบเขียวมีสารที่บ้านออกซิเดชั่น ช่วยลดอัตราการเกิดไขมันพอกผิวในหลอดเลีอด จึงลดการตีบตันของหลอดเลีอด
2.รู้จักพักเสียบ้าง
งานที่ทำประจำ บางครั้งมีความเครียด จึงต้องหาวิธีเปลี่ยนบรรยากาศ พักผ่อน ผ่อนคลายความเครียดเป็นระยะๆ เพราะความเครียดอาจทำให้ความดันสูง หลอดเลีอดหดตัวการพักผ่อน เป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเปลี่ยนอิริยาบถ จากความจำ เจ ทั้งหลายงานอดิเรกทำให้เกิดความเพลินเพลิน เป็นหนึ่งในวิธีผ่อนคลายความเครียด
3.รักสงบ พบเห็นธรรม
การผ่อนคลายที่ได้ผลดีที่สุด ต้องเข้าให้ถึงจิต จึงจำเป็นจะต้องหาวิธีทำให้จิตสงบสุข โดยกรรมวิธีต่างๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเรา และปฏิบัติไได้เป็นประจำ โดยเฉพาะตามหลักพระพุทธศาสนา มีหลายวิธี ลองดูและเลือกที่ถูกอัธยาศัยกับตน เมี่อพักกายแล้ว ต้องฝึกวิธีพักใจด้วย ผลประโยชน์ที่ได้มากมายเหลีอคณานับ
4. ออกกำลังกายเป็นประจำ:การออกกำลังกายเป็นสิ่งจำเป็นแก่ร่างกายและหัวใจ ควรเลีอกการออกกำลังที่พอเหมาะพอดี ถูกวิธี และสม่ำเสมอสำหรับตนเอง โดยปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ที่มีโรคหัวใจ สมควรที่จะต้องได้รับการดูแลอย่างใกลชิด ในการออกกำลังกาย เพราะขนาดและประเภทของการออกกำลังในคนโรคหัวใจเป็นยาอย่างหนึ่ง ที่จะต้องเลือกและกำหนดขนาดถ้ามากไปอาจเป็นอันตรายได้
อยู่อย่างไรให้มีความสุข(How to Live a Happy Life )
โลกปัจจุบันมีแต่การแข่งขัน และดิ้นรนสาวหลายคนแทบไม่เคยรู้จักกับคำว่าความสุขเลยดังนั้นในวันนี้จึงหาบทความเกี่ยวกับความสุขที่ใครๆก็หาได้โดยไม่ต้องดิ้นรน สิบข้อถ้าทำได้คุณก็จะไม่เคยรู้จักความทุกข์เลย
1.การรักษาสุขภาพทางกายให้แข็งแรง
สุขภาพทางกายและสุขภาพทางจิตมีอิทธิพลต่อกันและกัน คนที่มีสุขภาพกายดีย่อมส่งผลใหมจิตใจร่าเริงเข้มแข็ง การทำให้สุขภาพแข็งแรงได้แก่ การรับประทานอาหารถูกส่วน ดื่มน้ำบ่อยๆ การพักผ่อนเพียงพอ การรักษาความสะอาดของร่างกาย ตลอดจนการออกกำลังกายอย่างพอเพียง
2.มีความสุขกับการทำงาน
การเลือกทำงานที่ชอบ หรีอการสร้างความพึงพอใจในงานที่ทำ หาวิธีการทำงานให้มีความสุข พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายหลายอย่างภายในขอบเขตที่สังคมยอมรับ ตามความสามารถของตนเอง และมองเห็นทางไปสู่ความสำเร็จไต้ แล้วลงมีอปฏิบัติอย่างตั้งใจ ก็ย่อมจะเกิดความสุขเกิดความปิติจากความสำเร็จในงานตามมา
3. รู้จักตัวเองอยางแท้จริง
ควรได้สำรวจตัวเองว่าเป็นคนอย่างไร ต้องยอมรับว่าคนเรามีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย เราต้องมองหาส่วนดี เห็นคุณค่า ชี่นชม พยายามพัฒนาส่วนดี พร้อมทั้งยอมรับในข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แล้วหาหนทางปรับปรุงแก้ไข คนที่มีความสุขนั้นไม่ได้หมายความว่า จะไม่เคยพบอุปสรรคข้อขัดแย้งในใจ หรือไม่เคยพบปัญหา แต่อาจจะเป็นคนที่บางครั้งแก้ปัญหาไม่ต้องใช้ความพยายาม ความอดทน ก็จะสามารถเผชิญปัญหาได้
4.มีอารมณ์ขัน มองโลกในแงดี
ควรมองหาความสุข ความเพลินเพลิน เพื่อช่วยลดความตึงเครียดต่างๆ ทำให้อารมณ์ผ่อนคลาย การหัวเราะทำให้จิตใจเบิกบาน มีการกระเพี่อมของหน้าท้อง หัวใจปอตไต้ออกกำลัง มีผลถึงกล้ามเนี้อหัวไหล่แขนหลัง กระบังลม และขา เกิตความพึงพอใจในความสุข นอกจากนี้ควรมองโลกในแง่ร้าย เวลาจะทำอะไรต้องหาจุดดีของเรื่องนั้นให้พบ เมี่อพบแล้วทำความพอใจและชื่นชม ก็จะเกิดแต่ความดีงาม
5.สมควรเก็บอารมณ์ขุนมัว
การเก็บกดอารมณ์ทำให้เกิตความขุ่นมัว สับสนวุ่นวายใจ เป็นการก่อให้เกิดความตึงเครียดทางอารมณ์ ผลทำให้น่าหม่นหมอง น่าเกลียดขากรรไกรประกบกันแน่นใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอย เหี่ยวย่น ผมสีเทาขาว ผมร่วง โรคผี่นคัน พุพอง และสิวตามมา เราควรต้องหาทางระบายอารมณ์ที่ขุ่นมัว โตยการแสตงออกในทางที่สังคมยอมรับ และไต้ตอบสนองตอบความต้องการของเรา แต่ถ้าพบความยุ่งยากใจเพิ่มขึ้น ก็ควรหาวิธีหลีกเลี่ยงเสียก่อน เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์ จะเผชิญความตึงเครียดทางอารมณ์ให้ถึงขีดหนึ่งเท่านั้น จากนั้นต้องหาทางผ่อนคลาย
6. ควรมีงานอดิเรกและการพักผอนหย่อนใจ
ควรหาอะไรที่ชอบและพอใจทำ ทำในเวลาว่างที่เหลีอจากกิจวัตรประจำวัน การทำอะไรในสิ่งที่พึงพอใจ ย่อมเกิดความเพลิดเพลิน ทำให้ไม่มีเวลาว่าง ที่จะคิดกังวลเรี่องต่างๆ เป็นการฝึกการใช้เวลาว่างนั้นๆ ให้มีสมาธิในการทำสิ่งที่พอใจ ซึ่งจิตมีสมาธิจะเป็นจิตที่เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหวง่าย พบว่างานอดิเรกที่เกี่ยวกับกีฬา จะช่วยให้มีความสุข สนุกสนานร่าเริง แจ่มใส นอกจากนั้นการไต้ท่องเที่ยวไปกับธรรมชาติที่กว้างใหญ่เช่น ท้องฟ้า ทะเล ป่าเขาลำเนาไพร จะก่อให้เกิตความปลอดโปร่ง สดชื่นมีความสุข และถ้าต้องการทำจิตให้เป็นสมาธิในทางศาสนา จะก่อให้
เกิดความสงบสุขทางใจเป็นอย่างมาก
7.หาสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจ
แต่ละชีวิตย่อมมีทั้งความสุขและทุกข์ปะปนกันไป เราจึงควรหาเพี่อนหรีอใครสักคน ที่สามารถร่วมทุกข์ร่วมสุขไต้ ค้นหาคนที่คุณรัก และเขารักคุณ ช่วยเหลีอเกี้อกูล ปลอบขวัญ บำรุงจิตใจซึ่งกันและกันสามารถที่จะระบายทุกข์ ปรึกษาขอความคิดเห็น การแก้ไขปัญหาต่างๆหรือในที่สุต อาจจะต้องไปขอความช่วยเหลีอจากผู้เชี่ยวชาญด้านการแนะแนวและการบำบัดทางจิตโดยเฉพาะ ทั้งนี้ขึ้นกับปัญหา ความซับซ้อนซึ่งนับเป็นวิธีการแก้ปัญหา การปรับตัวตั้งแต่ต้นที่ชาญฉลาด
8.พร้อมที่จะเผชิญปัญหาและความกังวลใจ
เมี่อพบอุปสรรค พึงพิจารณาปัญหาอย่างใช้เหตุและผล โดยค้นหาข้อเท็จจริง มองปัญหานั้นๆ และหาวิธีการต่างๆ ในการแก้ปัญหา ทำการตัดสินใจ แล้วปฏิบัติตามที่ไต้ตัตสินใจไว้ หรือถ้าปัญหารุมเร้ามากจนต้องการหลีกให้พ้น จงใชัชีวิต อยู่เพี่อวันนี้เท่านั้นหรือถ้าปัญหาต้อนท่านไปจนมุมให้มองพิจารณาดูผลร้ายที่เกิดขึ้นแล้วทำใจให้ยินดีเผชิญกับสิ่งนั้นๆ เมี่อเวลาผ่านไปให้พิจารณาว่า สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น ได้ทำลายความสุขแห่งชีวิตมามากเพียงพอแล้ว แล้วหันกลับใช้เหตุผล ในการพิจารณาแก้ไขสิ่งร้ายๆ ให้กลายเป็นดี ด้วยใจสุขุมเยีอกเย็น ท่านก็จะผ่านพ้นอุปสรรคไปได้
9.ใช้เวลาเป็นยารักษาความเจ็บปวด
เมี่อพบกับความผิดหวัง จงใช้เวลาเป็นเครื่องช่วยเยียวยา เมี่อพลาดหวังแล้ว จงอดทนและมีความหวังต่อไป ความหวังเป็นพลัง หรีอแรงจูงใจเป็นเครี่องหล่อเลี้ยงชีวิต เมี่อประสบความผิดหวัง ไม่ควรใช้วิธีถอยหนีหรีอเลี่ยงปัญหา ควรคิดเสมอว่า ท้อแท้-หงอย ท้อถอย-แพ้ เพื่อเป็นเครี่องเตีอนใจ ไม่ควรแก้ปัญหาโดยใช้สิ่งเสพติต เช่น สุรา หรีอยาบางชนิดเพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ลืมความทุกข์ให้เพียงชั่วขณะ ไม่ทำให้เราพิจารณาใช้ความคิดในการแก้ปัญหา เป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง
10.ค้นหาเป้าหมายของชีวิต
ความคิดฝันไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคีอ ต้องมีความคิตฝันที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ซึ่งความคิดฝันจะทำให้เรามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีแรงจูงใจ มีการตั้งเป้าหมายในชีวิตใกล้เคียงกับความสามารถที่แท้จริง และสอดคล้องกับความเชี่อและอุดมคติ แล้วทำการลงมีอปฏิบัติ เพื่อไปสู่เป้าหมาย ถ้าทำเช่นนี้ได้ เราก็จะประสบความสำเร็จและความสมหวัง เกิดความสุขทางใจได้
การดื่มน้ำกับริ้วรอย(Drinking Water and Wrinkles)
ดารดื่มน้ำจากแก้ว ก็เป็นอีก 1 พฤติกรรมที่จะทำให้ผิวหน้าของคุณเกิดริ้วรอยอันไม่พึงขึ้นได้ง่ายๆ เช่นกัน แล้วจะดื่มยังไงล่ะ เพื่อไม่ให้เกิดรอยย่นบนใบหน้า ให้แนวริมฝีปากขณะจะดิ่ม และที่สำคัญเมื่อเผยอปาก ควรจะพยายามทำให้นิ่มนวล โดยไม่ให้เกิดรอยย่นใด ๆ ทั้งสิ้น อาจจะดูเป็นเรื่องละเอียดมากสักหน่อย แต่เชื่อเถอะว่ามันจะส่งผลดีกับผิวหน้าของคุณในระยะยาว
นวดเท้าเพื่อสุขภาพ(Health Feet Massage)
การให้ร่างกายได้รู้สึกผ่อนคลายบ้าง จะทำให้คุณดูแก่ช้าลงน่ะก็เทียบได้กับคนที่อารมณ์ดีมีความสุขเสมอกับตนที่เครียดตลอดเวลาไม่บอกก็น่าจะเดาได้ว่าแบบใดจะดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ เพื่อผ่อนคลายและบรรเทาความตึงเครียด การนวดคือคำตอบที่ดีข้อหนึ่ง ซึ่งคุณสามารถนวดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องไปเสียเงินสปาสุดหรูที่ไหนเลย การนวดเท้าจะช่วยผ่อนคลายได้ดีเยี่ยม ก็เท้านะเป็นจุดรวมของประสาททั้งหมดของร่างกาย คุณสามารถนวดเท้าเองได้ด้วยการพาดเท้าบนปลายเตียง แล้วใช้มือข้างหนึ่งรองสันเท้าไว้ พร้อมกับใช้มืออีกข้างหนึ่งนวดเป็นวง ไล่จากนิ้วเท้าแต่ละนิ้วจนครบ แล้วไล่มาถึงกลางเท้า นวดที่จุดนี้สัก 2-3 นาที จึงค่อยเปลี่ยนจุดไปที่ส้นเท้า และตาตุ่มตามลำดับ
ดูแลผิวหน้าง่ายๆ(Simply Skin Beauty )
การบำรุงผิวพรรณโดยเฉพาะที่ใบหน้า ด้วยการทำ Deep Cleansing Facials ก็เป็นวิธีการหนึ่งสำหรับผู้ที่รักความงามไม่ควรพลาดอย่างยิ่งในการเข้าไปรับการดูแลจากทางร้านเสริมสวยหรือสปาต่างๆ เพื่อเป็นการพื้นฟูผิวหน้าให้สดใสเปล่งปลั่ง และที่สำคัญ การได้รับการดูแลด้วยวิธีนี้เป็นประจำ คุณจะไม่มีทางดูแก่เพราะผิวหน้าฟ้องอายุอย่างเด็ดขาด ส่วนกระบวนการทำ Deep Cleansing Facials นั้น จะเริ่มด้วยการทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจด แลัวขัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดออกไปพร้อมกับเปิดรูขุมขนด้วยการพ่นไอน้ำ เสร็จแล้วก็ทำการนวดหน้า ตบท้ายด้วยการพอกหน้าเพื่อบำรุงผิวเป็นขั้นตอนสุดท้าย






